กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม Ministry of Natural Resources and Environment
ตัวอักษรขนาดปกติตัวอักษรขนาดปานกลางตัวอักษรขนาดใหญ่
หน้าหลัก > ข่าวสารกระทรวง > แวดวงข่าว > แถลงข่าวประจำสัปดาห์ ทส.
แถลงข่าวประจำสัปดาห์ ทส.

          วันนี้ (28 กันยายน 2560) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรมทรัพยากรน้ำ ร่วมแถลงข่าว ณ ห้องประชุม 301 อาคารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วยประเด็นที่น่าสนใจ 2 เรื่อง ดังนี้
          1) เติมน้ำเติมชีวิต แก้วิกฤตน้ำท่วมน้ำแล้ง ทางเลือกใหม่ช่วยแก้ปัญหาขาดแหล่งน้ำในหน้าแล้ง และลดความเสียหายในหน้าฝน
             ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีที่มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยจัดทำเรื่องการกักเก็บน้ำ โดยหากเกี่ยวข้องกับการเติมน้ำลงใต้ดินให้ประสานกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้มอบหมายนักวิชาการและเจ้าหน้าที่ของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ลงพื้นที่สร้างความรับรู้ความเข้าใจ กับประชาชน ท้องถิ่น และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตั้งแต่กลางเดือนกันยายน 2560 ที่ผ่านมา เพื่อหารือร่วมกันในการทำโครงการเก็บน้ำลงใต้ดินให้เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
             หลักการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น ทางเลือกใหม่ในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างยั่งยืน ยึดหลักวิชาการผสมผสานกับปราชญ์ชาวบ้าน ตอบโจทย์ช่วยกักเก็บน้ำฝนและน้ำผิวดินในช่วงฤดูฝน ช่วยบรรเทาความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วม รวมทั้งช่วยฟื้นฟูศักยภาพน้ำใต้ดินให้สมดุล พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสรักษาทรัพยากรน้ำบาดาลและระบบนิเวศให้สมดุลต่อไป
             กรมทรัพยากรน้ำบาดาล เดินหน้าดำเนินงานตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แก้ไขปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งในทุกปี เน้นพื้นที่ลุ่มน้ำหลักของประเทศ ซึ่งพบปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมเกิดขึ้นในพื้นที่เดียวกันต่างแค่ช่วงเวลา ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของประชาชนในพื้นที่อย่างกว้างขวาง โครงการเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นทั่วประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำใต้ดินระดับตื้นและน้ำบาดาล ให้มีเพียงพอไว้ใช้ในฤดูแล้ง รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และเป็นการรักษาสมดุลให้ชั้นน้ำบาดาลอย่างยั่งยืน โครงการหลักที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ได้แก่
             โครงการที่ 1) โครงการศึกษาแก้ไขปัญหาภัยแล้งและปัญหาการลดระดับน้ำของชั้นน้ำบาดาล ในพื้นที่แอ่งเจ้าพระยา อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก เป็นการเติมน้ำผ่านสระขนาดเล็ก จำนวน 2 แห่ง เพื่อบรรเทาและแก้ปัญหาการลดลงของระดับน้ำบาดาลและปัญหาภัยแล้งในระยะยาว ซึ่งเป็นการอนุรักษ์น้ำบาดาลและเป็นการใช้ประโยชน์จากน้ำบาดาลอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยวิธีการดำเนินงาน คือ การกำหนดพื้นที่เป้าหมายที่เหมาะสมในการเติมน้ำลงสู่แหล่งน้ำบาดาล และจัดทำแบบจำลองการไหลซึมของน้ำที่เติมลงสู่แหล่งน้ำบาดาล หลังจากนั้น จะออกแบบก่อสร้างต้นแบบระบบเติมน้ำลงสู่แหล่งน้ำบาดาลต่อไปทั้ง 2 แห่ง
             โครงการที่ 2) โครงการศึกษาทดลองเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นในพื้นที่ทั่วประเทศ จำนวน 17 แห่ง มี 3 รูปแบบเป็นโครงการศึกษาทดลองเติมน้ำใต้ดินระดับตื้นในพื้นที่รับผิดชอบของสำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 1-12 กระจายอยู่ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย พิษณุโลก นครสวรรค์ ชัยนาท มหาสารคาม สุรินทร์ หนองคาย อำนาจเจริญ ปราจีนบุรี เพชรบุรี ตรัง และสงขลา รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง โดยใช้ทฤษฎีตามหลักวิชาการผสมผสานกับองค์ความรู้ของปราชญ์ชาวบ้าน ให้นำไปสู่การลงมือทำอย่างเป็นรูปธรรม มี 3 รูปแบบ ได้แก่
               - รูปแบบที่ 1 การเติมน้ำผ่านสระ โดยการขุดสระเติมน้ำ หรือขุดคูเติมน้ำ หรือใช้บ่อทรายเก่าที่มีอยู่แล้วลึกประมาณ 3-10 เมตร ใส่กรวดหรือทรายกรองเพื่อกรองน้ำที่ก้นสระ แล้วปล่อยให้น้ำไหลซึมลงไปสู่ชั้นน้ำบาดาลระดับตื้น
               - รูปแบบที่ 2 การเติมน้ำผ่านบ่อเติมน้ำ โดยขุดบ่อวงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 เมตร ความลึก 5-10 เมตร จนถึงชั้นน้ำบาดาลที่จะเติมน้ำ และใส่กรวดทรายกรองไว้ภายในบ่อวง ปล่อยให้น้ำไหลลงบ่อเติมน้ำ
               - รูปแบบที่ 3 การเติมน้ำฝนผ่านหลังคา ทำได้โดยเจาะและก่อสร้างบ่อน้ำบาดาลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 หรือ 6 นิ้ว ความลึกตามระยะชั้นน้ำที่จะเติมหรือขุดเป็นบ่อวงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1-2 เมตร ความลึกประมาณ 5-10 เมตร จากนั้นก่อสร้างถังเก็บน้ำฝน (Storage Tank) หรือใช้ถังเก็บน้ำฝนเดิมที่มีอยู่ และเติมน้ำลงในบ่อเติมน้ำ
             - โครงการที่ 3) โครงการศึกษาการเติมน้ำใต้ดินในพื้นที่ทั่วประเทศ (ระยะที่ 1) โดยร่วมมือกับสถาบันน้ำนิเทศศาสนคุณของหลวงพ่อสมาน สิริปัญโญ โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลให้การสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการและงบประมาณ ในการจัดทำสระเติมน้ำในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมและขาดน้ำในช่วงฤดูแล้ง จำนวน 25 แห่งทั่วประเทศ
          อนึ่ง ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ประชาชนเสียชีวิตเนื่องจากลงไปในบ่อวง และขาดอากาศหายใจ ทำให้เสียชีวิตในที่สุด ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดเหตุการณ์สลดดังกล่าวเกิดขึ้นจากปัญหาการลดระดับของชั้นน้ำบาดาล ทั้งนี้ หากเกษตรกรหรือประชาชนทั่วไปมีความจำเป็นต้องลงไปในบ่อน้ำบาดาล ควรปฏิบัติตามหลัก 3 ต 1 จ ดังต่อไปนี้
             - ต ที่ 1 คือ ตรวจสอบก๊าซพิษและปริมาณออกซิเจนภายในบ่อโดยใช้เทียนไขหรือตะเกียงจุดไฟหย่อนลงไปในบ่อ ถ้าไฟที่จุดอยู่ไม่ดับแสดงว่าไม่มีก๊าซพิษ แต่ถ้าหากไฟที่จุดดับแสดงว่าในบ่อไม่มีออกซิเจนและอาจจะมีก๊าซพิษที่เป็นอันตรายได้ จึงห้ามลงไปในบ่อน้ำบาดาลเด็ดขาด
             - ต ที่ 2 คือ เติมอากาศเพื่อช่วยระบายหรือถ่ายเทอากาศภายในบ่อ โดยใช้เครื่องเป่าลมหรือเครื่องพ่นปุ๋ยต่อสายยางลงไปถึงก้นบ่อ แล้วเปิดเครื่องเป่าลมปล่อยให้อากาศระบายประมาณ 30 นาที จึงลงไปในบ่อน้ำบาดาลได้ และระหว่างที่อยู่ภายในบ่อต้องเปิดเครื่องเพื่อปล่อยลมลงไปในบ่อตลอดเวลา
             - ต ที่ 3 เตรียมอุปกรณ์ทำงานและอุปกรณ์ช่วยชีวิตให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เช่น เข็มขัดนิรภัย สายชูชีพ เชือก พร้อมทั้งให้มีคนคอยช่วยเหลือกรณีฉุกเฉินไม่น้อยกว่า 2 คน และสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ตลอดเวลา
             - 1 จ คือ การเจาะบ่อใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ต้องลงไปในบ่อและปลอดภัยที่สุด โดยเจาะบ่อน้ำบาดาลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้วขึ้นไปติดตั้งเครื่องสูบน้ำไฟฟ้าแบบจุ่มใต้น้ำ หรือถ้าหากไม่มีไฟฟ้าก็ติดตั้งเครื่องสูบน้ำแบบเทอร์ไบน์ที่เดินเครื่องด้วยเครื่องยนต์ต้นกำลัง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สูบน้ำบาดาลได้ระดับความลึกมากขึ้นและปลอดภัยแก่พี่น้องเกษตรกรที่สุด
          ทั้งนี้ ขอเชิญชวนให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่มีบ่อน้ำบาดาลเก่าเลิกใช้งานแล้วให้ปรับเปลี่ยนเป็นบ่อเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น ซึ่งจะช่วยกักเก็บน้ำฝนและน้ำผิวดินที่ไหลล้นในช่วงฤดูฝนให้นำไปเก็บไว้ในชั้นน้ำใต้ดินระดับตื้นและในชั้นน้ำบาดาล ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้ยังเป็นการฟื้นฟูศักยภาพน้ำใต้ดินในที่พื้นที่ที่เกิดวิกฤตการณ์ระดับน้ำบาดาลลดลง ทำให้มีปริมาณน้ำบาดาลเพิ่มมากขึ้นสามารถสูบขึ้นมาใช้ได้ในช่วงฤดูแล้ง ถือเป็นการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสที่จะพัฒนาดูแลรักษาทรัพยากรน้ำบาดาลรวมถึงระบบนิเวศให้สมดุลต่อไป และสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักทรัพยากรน้ำบาดาล เขต 1-12 หรือโทรศัพท์ 0 2299 3900 และสายด่วนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม Green Call 1310 กด 4
 
          2) รัฐบาลผลักดันการบริหารจัดการน้ำเชิงพื้นที่ (Area-based)พร้อมเดินหน้ากฎหมายทรัพยากรน้ำ
             เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2560 โดยมีนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นประธานการประชุม ซึ่งมีนโยบายเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยให้น้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนมาเป็นแนวทางเพื่อการบริหารจัดการอย่างครบวงจร ให้แบ่งการบริหารจัดการออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 ปี 2557 - 2560 ระยะที่ 2 ปี 2561 - 2562 และระยะที่ 3 ปี 2563 - 2569 โดยเน้นการแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง ให้เป็นระบบ ครบวงจร และเกิดความยั่งยืน
             กรมทรัพยากรน้ำ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้งทั้งประเทศไทย โดยอาศัยข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ ซึ่งจากผลการวิเคราะห์พบว่าพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งในประเทศไทยมีจำนวนทั้งสิ้น 84.2 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 26.5 ของพื้นที่ทั้งประเทศ สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยทั้งประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 45.4 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 14 ของพื้นที่ทั้งประเทศ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และการรุกล้ำของน้ำเค็มอย่างเป็นระบบ จึงได้กำหนดเป้าหมายในการแก้ไขเชิงพื้นที่ (Area-based) เพื่อให้มีความชัดเจนในการบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านน้ำ ซึ่งผลการวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและภัยแล้งหรือกำหนดเป้าหมายการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ (Area-based) พบว่าพื้นที่วิกฤตอุทกภัยและภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีจำนวน 8 พื้นที่ ภาคกลางมีจำนวน 10 พื้นที่ ภาคเหนือมีจำนวน 13 พื้นที่ ภาคตะวันออกมีจำนวน 6 พื้นที่ ภาคใต้มีจำนวน 5 พื้นที่ และภาคใต้ชายแดนมีจำนวน 2 พื้นที่ รวมทั้งประเทศมีจำนวน 44 พื้นที่ ซึ่งปัจจุบันชุดข้อมูลดังกล่าวเหล่านี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบความถูกต้อง ในภาคสนามร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัย และกรมพัฒนาที่ดิน
             ซึ่งจากการประชุม ครม. สัญจร เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2560 ที่จังหวัดนครราชสีมา และเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2560 ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่ผ่านมา เห็นชอบให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ รวบรวมแผนงานโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัย ภัยแล้ง และน้ำเค็มรุกล้ำในปี 2561 และ 2562 รวมทั้งในระยะยาว (2563 - 2569) โดยแผนงานทั้งหมดดังกล่าวจะถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการกลั่นกรองแผนงานโครงการเพื่อยืนยันว่าสามารถแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่ได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 ของพื้นที่เสี่ยงรุนแรง และร้อยละ 50 ของพื้นที่ทั้งหมด
             นอกจากนี้ สำหรับร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ ปัจจุบันประเทศไทยมีจำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้นในขณะที่น้ำมีอยู่เหมือนเดิม ทำให้เกิดปัญหามีน้ำไม่เพียงพอกับปริมาณการใช้ ซึ่งปัจจุบันค่าเฉลี่ยของประเทศ มีน้ำเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3,200 ลูกบาศก์เมตรต่อคนต่อปี ดังนั้นหากเปรียบเทียบกับที่ UNESCO กำหนดหากมีปริมาณน้ำต่อคนต่อปีต่ำกว่า 5,000 ลูกบาศก์เมตร จะอยู่ในระดับการขาดแคลนน้ำรุนแรง ดังนั้นจึงถือ ได้ว่าประเทศได้เข้าสู่ความเสี่ยงเรื่องทรัพยากรน้ำ จึงจำเป็นต้องมีกลไกการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งร่างพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำที่รัฐบาลผลักดันในสภาขณะนี้ จึงถือว่ามีความสำคัญ เข้ามามีบทบาทให้เกิดความเป็นธรรมในทุกภาคส่วน โดยที่ตัวโครงสร้างของกฎหมาย สาระสำคัญได้แก่องค์กรในการบริหารจัดการ ซึ่งองค์กรในการบริหารจัดการมีอยู่ 3 ระดับ ประกอบด้วย
             ระดับที่ 1 คือประชาชนที่ใช้น้ำ ประชาชนที่ใช้น้ำในพื้นที่ใกล้เคียงกันหรือในพื้นที่ลุ่มน้ำเดียวกันอย่างน้อย 30 คนรวมตัวกันไปจดทะเบียนเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ จะทำให้เกิดกลุ่มในการรักษาสิทธิ ในการเรียกร้องและดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพยากรน้ำ
             ระดับที่ 2 คณะกรรมการลุ่มน้ำ ซึ่งประเทศไทยมีอยู่ 25 คณะครอบคลุม 25 ลุ่มน้ำมีบทบาทสำคัญในการทำแผนแม่บท พัฒนาในลุ่มน้ำ คณะกรรมการจะทำหน้าที่ติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินการติดตามตามแผน
             ระดับที่ 3 ระดับชาติ นั่นคือคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาตินี้จะมีหน้าที่ดูแลแผนแม่บททั้งประเทศ 25 ลุ่มน้ำที่จะถูกนำมาบูรณาการเป็นแผนแม่บททั้งประเทศ ในอนาคตข้างหน้าการบริหารจัดการน้ำที่มีองค์กรทั้งสามส่วนจะเชื่อมโยงกัน
             สำหรับการจัดสรรน้ำ ถือเป็นอีกหนึ่งหัวใจสำคัญเนื่องจากปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอ ระบบการจะจัดสรรน้ำจะสร้างสิทธิในการเข้าถึงน้ำอย่างเป็นธรรม โดยมีสิทธิเข้าถึงน้ำได้อย่างเท่าเทียมจึงเป็นสิ่งที่หลายภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ กฎหมายนี้จึงได้กำหนดประเภทการใช้น้ำไว้ 3 ประเภท คือ
             ประเภทที่ 1 การใช้น้ำสาธารณะเพื่อนำมาใช้ยังชีพ เพื่อให้มีรายได้พอสมควรเพื่อดูแลครอบครัว ทั้งนี้แต่ละฐานอาชีพจะไม่เท่ากันเช่นน้ำเพื่อการเกษตรกับน้ำเพื่อการเลี้ยงสัตว์ ครอบคลุมทั้งประเภทเกษตรกรและอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ประเภทนี้จะไม่มีการเก็บค่าน้ำ
             ประเภทที่ 2 คือพวกที่นำน้ำจากสาธารณะไปเพิ่มมูลค่า เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น กลุ่มแรกที่เป็นการใช้น้ำเพื่ออุตสาหกรรมหรือการเกษตรเชิงพาณิชย์ การทำปศุสัตว์ ส่วนนี้จะเริ่มคิดค่าน้ำโดยเราจะเก็บแค่ไม่เกิน 50 สตางค์ต่อลูกบาศก์เมตร แต่ทั้งนี้หากใช้แล้วปีนั้นให้ผลผลิตไม่ดี สามารถรวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ สะท้อนปัญหาไปยังคณะกรรมการลุ่มน้ำ และคณะกรรมการลุ่มน้ำสะท้อนปัญหาดังกล่าวไปยังคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เพื่อยกเว้นการเก็บค่าน้ำในส่วนนี้ได้ กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มที่เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำมากขึ้น หรือเป็นภาคการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทจะต้องเสียค่าน้ำไม่ต่ำกว่า 1 และไม่เกิน 3 บาทต่อลูกบาศก์เมตร
             ประเภทที่ 3 ที่มีการใช้น้ำมาก เช่นโรงงานไฟฟ้า นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ทั้งนี้ประเภทนี้จะต้องเสียค่าน้ำไม่ต่ำกว่า 3 บาทต่อลูกบาศก์เมตร ลำดับในการจัดสรรน้ำจะมีการจัดสรรให้ผู้ใช้น้ำประเภทที่ 1 ก่อนจากนั้นตามด้วยประเภทที่ 2 และ 3 ตามลำดับ
             ทั้งนี้ ทรัพยากรน้ำจึงเป็นเรื่องที่ต้องมีการบริหารจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพ มีความเป็นธรรม เกิดความเสมอภาค จึงขอให้ประชาชนคลายความกังวลเรื่องการเก็บค่าน้ำ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ต้องให้มีการจัดสรรน้ำให้ทั่วถึงทุกภาคส่วนเกิดความเป็นธรรมในสังคม ลดความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้น ไม่เป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศในอนาคตต่อไป
   
 
สํานักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมทรัพยากรธรณี กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล องค์การจัดการน้ำเสีย องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ องค์การสวนสัตว์ องค์การสวนพฤกษศาสตร์ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก(องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(องค์การมหาชน)
 
 
   เกี่ยวกับกระทรวง    ข่าวสารกระทรวง    บริการประชาชน    สาระน่ารู้ ทส.    ลิงค์เว็บไซต์หน่วยงาน
 
 
เงื่อนไขการให้บริการเว็บไซต์ นโยบายเว็บไซต์และการปฏิเสธความรับผิด | นโยบายการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล | นโยบายความปลอดภัย
© 2554 สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์โดย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ที่อยู่ อาคารกรมควบคุมมลพิษ เลขที่ 92 ซ.พหลโยธิน 7 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ 0-2278-8500 โทรสาร 0-2298-5735 ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ webmaster@mnre.go.th
เว็บไซต์นี้แสดงผลดีที่สุดบน IE 9 ขึ้นไปเท่านั้น ขนาดหน้าจอ 1366x768 pixel
ดูแผนที่บน Google Map    ipv6 ready Level Triple-A conformance,W3C WAI Web Content Accessibility Guidelines 2.0 Valid CSS!
Facebook กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม Twitter กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์